Chuyển đến nội dung chính

ค่าติดตั้งห้องกันเสียงสำหรับสตูดิโอ 2026 คิดงบอย่างไรให้คุ้มค่า

C
CoraxAds Admin
3 phút đọc

ค่าติดตั้งห้องกันเสียงสำหรับสตูดิโอ 2026 คิดงบอย่างไรให้คุ้มค่า

ห้องกันเสียงสำหรับสตูดิโอคือห้องที่ออกแบบโครงสร้างและเลือกวัสดุเพื่อกันเสียงรบกวนจากภายนอกและควบคุมเสียงสะท้อนภายในห้อง ในปี 2026 ค่าติดตั้งห้องกันเสียงสำหรับสตูดิโอในไทยอยู่ที่ประมาณ 50,000–300,000 บาทต่อห้องขนาด 10–20 ตารางเมตร ขึ้นอยู่กับวัสดุ ค่าแรง และความซับซ้อนของงาน

ห้องกันเสียงสำหรับสตูดิโอขนาดเล็ก
  • ค่าติดตั้งห้องกันเสียงสำหรับสตูดิโอในไทยปี 2026 เฉลี่ยอยู่ที่ 4,000–6,500 บาทต่อตารางเมตร
  • ห้องกันเสียงขนาด 12 ตารางเมตรสำหรับสตูดิโอพอดแคสต์มีงบประมาณ 80,000–180,000 บาท
  • การติดตั้งห้องกันเสียงมาตรฐานใช้เวลา 5–15 วันทำการ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูหน้า บล็อก Corax Ads ของเรา

ห้องกันเสียงสำหรับสตูดิโอคืออะไร?

ห้องกันเสียงสำหรับสตูดิโอคือพื้นที่ที่ออกแบบด้วยวัสดุดูดซับเสียงและโครงสร้างกันเสียง เพื่อให้เสียงที่บันทึกสะอาดและไม่ถูกรบกวน

ห้องกันเสียงสำหรับสตูดิโอไม่ใช่เพียงห้องที่ปิดทึบ แต่ต้องทำงานสองส่วนพร้อมกัน คือ กันเสียงรบกวนจากภายนอกไม่ให้เข้าห้อง และกันเสียงในห้องไม่ให้รั่วออกไปรบกวนพื้นที่ข้างเคียง

หัวใจของห้องอยู่ที่มวล น้ำหนักของผนัง ยิ่งผนังหนาและแน่นมากเท่าไรเสียงยิ่งผ่านยากขึ้น วัสดุยอดนิยมในไทยคือแผ่นยิปซัมสองชั้นประกบกับแร็ควูลและโครงเหล็กชุบสังกะสี

นอกจากโครงสร้าง ยังต้องควบคุมเสียงสะท้อนภายในด้วยโฟมซับเสียงหรือแผ่นอะคูสติก เพราะไมโครโฟนจะเก็บเสียงสะท้อนกลับเข้าสู่การบันทึก ทำให้เสียงพูดหรือร้องเพลงฟังดูไม่โปร่ง

สำหรับสตูดิโอที่ใช้ทำพอดแคสต์ งานพากย์ หรือมิกซ์เสียง ห้องกันเสียงที่ดีช่วยลดงานแก้ไขภายหลัง และทำให้อุปกรณ์ราคาแพงทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

ค่าติดตั้งห้องกันเสียงสตูดิโอปี 2026 อยู่ที่เท่าไร?

ค่าติดตั้งห้องกันเสียงสำหรับสตูดิโอในปี 2026 อยู่ในช่วง 50,000–300,000 บาทต่อห้องขนาด 10–20 ตารางเมตร ขึ้นอยู่กับวัสดุและความซับซ้อนของงาน

จากข้อมูลผู้รับเหมาด้านอะคูสติกในกรุงเทพฯและปริมณฑล ราคาติดตั้งห้องกันเสียงต่อตารางเมตรในปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 4,000–6,500 บาท ยังไม่รวมไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ และงานตกแต่ง

ห้องขนาด 12 ตารางเมตรซึ่งเป็นขนาดยอดนิยมสำหรับสตูดิโอพอดแคสต์ มีงบประมาณตั้งแต่ 80,000 บาทสำหรับวัสดุเกรดเริ่มต้น ไปจนถึง 180,000 บาทสำหรับงานเก็บรายละเอียดสูง

ส่วนห้องขนาด 20 ตารางเมตรขึ้นไป เช่น ห้องบันทึกเสียงดนตรีหรือห้องมิกซ์มาสเตอร์ งบอาจสูงถึง 300,000 บาทขึ้นไป เพราะต้องใช้ประตูกันเสียงขนาดใหญ่และผนังหลายชั้น

ราคาเหล่านี้ยังไม่รวมค่าออกแบบ การย้ายระบบท่อเดิม หรือการปรับพื้นห้อง ซึ่งเจ้าของสตูดิโอต้องเตรียมงบสำรองไว้อย่างน้อย 10–15 เปอร์เซ็นต์ของงบทั้งหมด และสามารถเปรียบเทียบข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก บล็อก Corax Ads

ปัจจัยใดบ้างที่ทำให้ราคาแตกต่างกัน?

ขนาดห้อง โครงสร้างเดิม วัสดุกันเสียง ประตู และค่าแรงช่างคือห้าปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาติดตั้งห้องกันเสียงต่างกัน

ขนาดพื้นที่เป็นตัวแปรแรกที่คิดราคา เพราะค่าวัสดุคิดเป็นตารางเมตร ยิ่งห้องใหญ่ยิ่งต้องใช้ผนัง เพดาน และพื้นกันเสียงมากขึ้นตามสัดส่วน

โครงสร้างเดิมมีผลต่องบประมาณไม่แพ้กัน ห้องที่ผนังเป็นคอนกรีตมวลเบาอยู่แล้วเก็บงานง่ายกว่าห้องที่ต้องรื้อฝ้าเพดาน หรือย้ายท่อแอร์และสายไฟใหม่

ประตูกันเสียงคือรายการที่หลายคนมองข้าม ประตูเหล็กหุ้มยางกันเสียงคุณภาพดีมีราคาหลักหมื่นถึงหลักแปดหมื่นบาทต่อบาน แต่เป็นจุดที่เสียงรั่วมากที่สุดหากประหยัด

  • ผนังและเพดาน: 60–70% ของงบ
  • ประตูและหน้าต่าง: 15–20%
  • โฟมซับเสียงและเก็บผิว: 10–15%
  • ค่าแรง: คิดแยกตามความยากง่าย

ค่าวัสดุและค่าแรงปี 2026 คิดกันอย่างไร?

ค่าวัสดุคิดเป็นราคาต่อตารางเมตร ส่วนค่าแรงคิดเป็นรายวันหรือเหมางาน โดยวัสดุมักกินสัดส่วน 60–70% ของงบทั้งหมด

วัสดุหลักที่ใช้กันแพร่หลายในไทยได้แก่ แผ่นยิปซัมกันความชื้นราคาแผ่นละ 120–250 บาท แร็ควูลหนา 50–100 มิลลิเมตรราคา 150–300 บาทต่อตารางเมตร และโฟมซับเสียงราคา 200–500 บาทต่อแผ่น

วัสดุกันเสียงคิดเป็นสัดส่วนราว 60–70 เปอร์เซ็นต์ของงบทั้งหมด ส่วนที่เหลือเป็นค่าแรงซึ่งอยู่ที่ประมาณ 2,000–5,000 บาทต่อตารางเมตรสำหรับช่างที่เชี่ยวชาญด้านอะคูสติก

หากจ้างช่างรายวัน อัตราค่าแรงช่างทั่วไปในกรุงเทพฯอยู่ที่ 500–1,200 บาทต่อวัน ส่วนช่างเฉพาะทางอาจคิดเป็นเหมาทั้งโครงการเพื่อรับประกันคุณภาพงานกันเสียง

เพื่อความแม่นยำ ควรขอใบเสนอราคาแยกรายการวัสดุกับค่าแรงให้ชัดเจน และตรวจราคาวัสดุเทียบกับท้องตลาดก่อนตัดสินใจ

DIY กับจ้างช่าง แบบไหนคุ้มกว่า?

การติดตั้งห้องกันเสียงแบบ DIY ช่วยลดค่าแรงได้ 30–40% แต่โครงสร้างผนังและประตูยังควรจ้างช่างเพราะต้องใช้ความรู้เรื่องมวลและการอุดรอยรั่ว

หลายคนเลือกติดโฟมซับเสียงเองเพราะเห็นวิธีทำจากคลิปวิดีโอ ความจริงแล้วโฟมช่วยเรื่องเสียงสะท้อนเท่านั้น ไม่สามารถกันเสียงจากภายนอกได้หากผนังเดิมเป็นผนังบาง

งานที่ทำเองได้คือ ทาสี ติดโฟมซับเสียง เดินสายไฟตกแต่ง และประกอบเฟอร์นิเจอร์ ส่วนงานที่ควรจ้างช่างคือ การติดตั้งโครงเหล็ก ตัดยิปซัม อุดรอยต่อ และติดตั้งประตูกันเสียง

ค่าแรงคิดเป็นสัดส่วนไม่มากนักเมื่อเทียบกับความเสี่ยง หากทำผิดแล้วต้องรื้อทำใหม่ ค่าเสียหายจะสูงกว่าค่าแรงที่ประหยัดได้หลายเท่า

วิธีที่คุ้มค่าคือให้ช่างทำโครงสร้างหลัก แล้วเจ้าของสตูดิโอเก็บงานตกแต่งเอง จะลดงบได้ราว 20–30 เปอร์เซ็นต์ โดยที่คุณภาพเสียงยังได้มาตรฐาน

ขั้นตอนติดตั้งใช้เวลานานแค่ไหน?

การติดตั้งห้องกันเสียงมาตรฐานในไทยใช้เวลา 5–15 วันทำการ เริ่มตั้งแต่รื้อพื้นที่เดิมจนถึงเก็บรายละเอียดรอบประตูและขอบผนัง

ขั้นตอนแรกคือการสำรวจหน้างานและวัดระดับเสียงจริง เพื่อระบุจุดที่เสียงรั่วเข้าห้อง เช่น ช่องกระจก ช่องท่อแอร์ หรือรอยแตกตามผนัง

จากนั้นช่างจะติดตั้งโครงเหล็กชุบสังกะสี ใส่แร็ควูลในช่องว่าง ปิดแผ่นยิปซัมสองชั้น และอุดรอยต่อด้วยซิลิโคนกันเสียงก่อนเก็บผิวขั้นสุดท้าย

งานเก็บรายละเอียดรอบประตู ขอบผนัง และช่องเดินสายเป็นขั้นตอนที่ใช้เวลามากที่สุด เพราะรอยรั่วขนาดเล็กเพียง 1–2 มิลลิเมตรสามารถลดประสิทธิภาพการกันเสียงได้อย่างมีนัยสำคัญ

ห้องขนาด 12 ตารางเมตรที่ปรับปรุงจากห้องเดิมใช้เวลาประมาณ 7–10 วัน หากเป็นห้องที่ต้องรื้อฝ้าเพดานและพื้นใหม่ทั้งหมดอาจใช้เวลาถึง 15 วัน

เสียงรบกวนแบบใดที่พบบ่อยในสตูดิโอไทย?

เสียงรบกวนที่พบบ่อยในสตูดิโอไทยคือ เสียงรถยนต์ เสียงแอร์ เสียงเพื่อนบ้าน และเสียงสะท้อนภายในห้อง ซึ่งต้องแก้วัสดุคนละประเภทกัน

สตูดิโอในอาคารชุดหรือบ้านติดถนนใหญ่มักเจอเสียงยานพาหนะความถี่ต่ำ ซึ่งทะลุผนังบางได้ง่าย ต้องเสริมมวลด้วยยิปซัมสองชั้นและแร็ควูลความหนาแน่นสูง

เสียงเครื่องปรับอากาศเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย เพราะคอมเพรสเซอร์ส่งแรงสั่นสะเทือนผ่านผนัง วิธีแก้วางยางรองแท่นแอร์และแยกจุดแขวนคอมเพรสเซอร์ออกจากโครงสร้างห้อง

เสียงเพื่อนบ้านในคอนโดมิเนียม เช่น เสียงเดิน เสียงทีวี มักเป็นเสียงความถี่กลางถึงสูง ซึ่งโฟมซับเสียงและผนังยิปซัมช่วยตัดได้ดี

เสียงสะท้อนภายในห้องไม่ใช่เสียงรบกวนภายนอก แต่ทำให้เสียงที่บันทึกฟังดูอู้หรือก้อง แก้ด้วยแผ่นโฟมซับเสียง แผ่นอะคูสติก และเบสแทรปตามมุมห้อง

วิธีลดงบโดยไม่ลดคุณภาพ

วิธีลดงบที่ปลอดภัยที่สุดคือ กำหนดขนาดห้องให้เหมาะสม เลือกวัสดุเท่าที่จำเป็น ทำผิวตกแต่งเอง และเปรียบเทียบใบเสนอราคาอย่างน้อยสามราย

เริ่มจากกำหนดขนาดห้องตามการใช้งานจริง สตูดิโอพอดแคสต์ขนาด 8–12 ตารางเมตรก็เพียงพอ ไม่จำเป็นต้องทำห้อง 20 ตารางเมตรหากไม่มีการบันทึกวงดนตรี

เลือกวัสดุตามระดับเสียงที่ต้องกัน ห้องที่ใช้พูดคุยและพากย์ไม่จำเป็นต้องใช้แผ่นกันเสียงระดับห้องอัดเสียงมืออาชีพ ช่วยลดงบได้มาก

เปรียบเทียบใบเสนอราคาอย่างน้อย 3 ราย ต้องดูรายละเอียดวัสดุยี่ห้อเดียวกันและเงื่อนไขการรับประกัน จากนั้นให้ช่างที่ได้รับเลือกเก็บงานตกแต่งจริงหน้างานก่อนจ่ายงวดสุดท้าย

อีกวิธีคือค่อย ๆ ทำเป็นเฟส เริ่มจากผนังและประตูในปีแรก แล้วค่อยเสริมโฟมซับเสียงและระบบไฟในโครงการถัดไป เพื่อกระจายภาระงบประมาณ หากมีคำถามเพิ่มเติมลองอ่าน คำถามที่พบบ่อย หรือดูรายละเอียดบริการที่ เว็บไซต์หลักของ Corax Ads

ระบบไฟและอุปกรณ์เสริมสำหรับสตูดิโอหลังติดตั้งกันเสียง

หลังติดตั้งห้องกันเสียง ควรเลือกระบบไฟที่ไม่มีเสียงรบกวนและไม่กะพริบ เช่น หลอดไฟ CRI สูง ส่วนไฟตกแต่งเลือกไฟเบอร์ออปติกที่ปลอดภัยและเย็น

งานแสงในสตูดิโอไม่ใช่แค่ความสวยงาม แต่ต้องไม่มีเสียงฮัมจากบัลลาสต์ ไม่กะพริบ และมีค่า CRI ตั้งแต่ 90 ขึ้นไป เพื่อให้ภาพวิดีโอและสีของฉากแม่นยำ

สำหรับสตูดิโอที่ใช้ถ่ายวิดีโอหรือไลฟ์สด ไฟตกแต่งช่วยสร้างบรรยากาศได้มาก ระบบไฟเบอร์ออปติกเป็นตัวเลือกที่นิยม เพราะตัวนำแสงเป็นเส้นใยไม่นำไฟฟ้า ไม่เกิดความร้อนสูง และปลอดภัยต่ออุปกรณ์เสียง

Corax Ads มีอุปกรณ์ครบตั้งแต่ สายไฟเบอร์ออปติกหลายขนาด เช่น เส้นใย 0.50–3.0 มิลลิเมตร ไปจนถึง แหล่งกำเนิดแสง สำหรับติดตั้งในสตูดิโอโดยเฉพาะ

ถ้าอยากได้ชุดที่จับคู่ครบแล้ว ลองดู ชุดอุปกรณ์พร้อมใช้ หรือปรึกษาทีมงานผ่าน หน้าติดต่อ และเลือกอุปกรณ์กับ เครื่องมือเลือกอุปกรณ์ เพื่อให้ได้ขนาดเหมาะกับพื้นที่จริง

ข้อควรตรวจสอบก่อนจ้างติดตั้งห้องกันเสียง

ก่อนจ้างติดตั้งควรตรวจสอบผลงานเก่าของช่าง ระบุวัสดุและระยะเวลาในสัญญา พร้อมถ่ายรูปขั้นตอนการทำงานระหว่างติดตั้งทุกจุด

ถามหาผลงานจริงของช่างที่ทำเสร็จแล้ว โดยเฉพาะห้องสตูดิโอที่มีการวัดผลเสียงก่อนและหลังติดตั้ง ผลลัพธ์ตัวเลขดีกว่าคำโฆษณาเสมอ

สัญญาควรระบุรายละเอียดให้ครบ เช่น ขนาดห้อง วัสดุยี่ห้อและรุ่น ความหนาของยิปซัม ชนิดแร็ควูล ระยะเวลาแล้วเสร็จ และเงื่อนไขการรับประกันการกันเสียง

การวางเงินมัดจำไม่ควรเกิน 30–50 เปอร์เซ็นต์ และเหลือเงินงวดสุดท้ายไว้จ่ายหลังตรวจงานว่าเสียงผ่านตามเกณฑ์ที่ตกลงกัน

ระหว่างการติดตั้ง ควรแวะเก็บภาพหน้างานทุกขั้นตอน หรือติดตั้งกล้องวงจรปิดไว้ เพื่อใช้เป็นหลักฐานยืนยันการใช้วัสดุตามสัญญาหากเกิดข้อโต้แย้งภายหลัง

คุณสามารถสำรวจ สายไฟเบอร์ออปติกหลายขนาด ได้

คำถามที่พบบ่อย

ค่าติดตั้งห้องกันเสียงต่อตารางเมตรในปี 2026 เท่าไร?

ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 4,000–6,500 บาทต่อตารางเมตร สำหรับห้องสตูดิโอมาตรฐาน ยังไม่รวมงานระบบไฟฟ้า เครื่องปรับอากาศ และค่าเก็บงานตกแต่ง

กันเสียงและซับเสียงต่างกันอย่างไร?

กันเสียงคือการตัดเสียงผ่านผนัง ประตู และเพดาน ส่วนซับเสียงคือการลดเสียงสะท้อนภายในห้อง สตูดิโอที่ดีต้องทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน

ติดตั้งห้องกันเสียงเองได้หรือไม่?

ได้เฉพาะงานเบา ๆ เช่น ติดโฟมซับเสียงและเก็บงานผิว แต่โครงสร้างผนังและประตูกันเสียงควรจ้างช่างเฉพาะทาง เพราะต้องคำนวณมวล อุดรอยรั่ว และทดสอบผลหลังติดตั้ง

สตูดิโอควรใช้ไฟแบบไหน?

ควรใช้หลอดไฟ CRI 90 ขึ้นไป แสงไม่กะพริบ และไม่มีเสียงรบกวน ส่วนไฟตกแต่งนิยมใช้ไฟเบอร์ออปติกเพราะไม่นำไฟฟ้า ไม่ร้อน และปลอดภัยต่ออุปกรณ์บันทึกเสียง

Sản phẩm phổ biến

Xem tất cả >>

On the CoraxAds Fiber Optik blog you can find useful content such as fiber optic lighting, starlight ceiling applications, LED engine selection, pool lighting, decorative lighting trends and installation guides. Discover lighting solutions for professional and home users.

Frequently Asked Questions

What is fiber optic lighting?

Fiber optic lighting is a lighting system that carries light from an LED engine (light source) through thin fiber optic cables. Light is emitted at the end or along the surface of the cable, providing decorative and functional lighting. It is widely used in starlight ceilings, pool lighting and decorative applications.

How is a starlight ceiling made?

A starlight ceiling application requires an LED engine (light source), PMMA fiber optic cables and mounting accessories. The fiber optic cables are placed by drilling holes in the ceiling panel, and the LED engine is mounted in a cabinet or above the ceiling. Installation is very easy with CoraxAds ready-made starlight ceiling sets.

Where is fiber optic lighting used?

Fiber optic lighting is used in home ceilings (starlight ceiling), pools, hammams, saunas, hotels, restaurants, vehicle ceilings, museums, cinemas and façade decoration. Because it does not conduct water or electricity, it is ideal for wet areas.

What are the types of fiber optic cable?

There are two main types: End Glow cables emit light only from the tip and are used in starlight ceiling applications. Side Glow cables emit light along the entire surface and are ideal for decorative line lighting. PMMA (plastic) and glass fiber optic options are available.